search

Retty’s Home

Retty’s Home /

- -
อื่นๆ

รูปภาพของร้าน

โพสต์ทั้งหมด

  • Retty Food Fact 💡 ลองกอง กับ ลางสาด ผลไม้ฝาแฝดที่แตกต่างกัน ! ⠀⠀ หากพูดถึงผลไม้ประเทศไทย ในช่วงฤดูกาลหน้าร้อนไปจนถึงหน้าฝน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ลองกอง และ ลางสาด จัดว่าเป็นผลไม้ที่คนไทยนิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลายเลยทีเดียว แต่ผลไม้ทั้งสองชนิดนี้ จะว่าไป รูปร่างหน้าตาภายนอกทั้งคู่ก็คล้ายจนแทบจะเป็นฝาแฝดกันอยู่แล้ว 🧐 เพื่อน ๆ เคยสงสัยกันไหมว่า ลองกอง กับ ลางสาด แตกต่างกันตรงไหน แยกยังไงให้ออกน้า วันนี้ Retty จึงขออาสาพาทุกคน ไปค้นหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า ว่าทั้งคู่มีจุดสังเกตที่ตรงไหน ถ้าพร้อมแล้วไปดูคำตอบให้หายสงสัยกันเลย ! ⠀⠀ เริ่มกันที่เจ้าลองกองกันก่อนดีกว่า ผลไม้ชนิดนี้นับว่าเป็นที่นิยมรับประทานและมีขายกันอย่างแพร่หลาย ลักษณะที่มองเห็นได้ชัดก็คือผลกลม เปลือกหนา ผิวหยาบเล็กน้อย เนื้อมีกลิ่นหอม รสชาติหวาน ในผลมีเมล็ดลีบหรือไม่มีเมล็ดเลย และเมล็ดจะไม่ขม สีเปลือกของลองกองเป็นสีเหลืองซีด โดยประโยชน์ของลองกองก็นับว่าหลากหลายกันเลยทีเดียว ส่วนผล นิยมนำมาทำเป็นแยมลองกอง น้ำลองกอง หรือลองกองกวน นอกจากนี้ลองกองยังช่วยลดความร้อนในร่างกาย แต่ถ้าหากกินมากไปอาจทำให้เกิดอาการร้อนในได้ แนะนำว่าให้กินตามปริมาณที่เหมาะสมน้า ⠀⠀ มาต่อกับที่เจ้าลางสาด ผลไม้ชนิดนี้จัดว่าเป็นไม้ผลเมืองร้อน ลักษณะเป็นผลกลมรี เปลือกบาง ผิวละเอียด ผลอ่อนนุ่ม มียางเป็นสีขาวขุ่น ๆ เนื้อจะมีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย ในผลจะมีเมล็ดมากและขมจัด เมื่อผลสุกจะมีเนื้อที่ฉ่ำน้ำ ส่วนประโยชน์ของลางสาด โดยเปลือกของลำต้นจะมีรสชาติฝาดลิ้น ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ เมล็ด มีรสขม มักใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ⠀⠀ ไขข้อข้องใจกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับความแตกต่างระหว่างลองกองและลางสาด หากชาว Retty คนไหนแวะซื้อผลไม้ทั้งสองชนิดนี้มารับประทาน ก็สามารถแยกออกได้อย่างถูกต้องแล้วน้า แล้วเพื่อน ๆ ชอบทานผลไม้ชนิดไหนกันบ้างเอ่ย มีลางสาดและลองกองอยู่ในใจกันบ้างไหม แวะมาคอมเมนต์ หรือแชร์กันได้ที่ใต้โพสต์เลยน้าาาา >< ⠀⠀ ⠀⠀ ขอขอบคุณที่มาจาก https://bit.ly/3w9AWdE https://bit.ly/3pAquJS https://bit.ly/3x4AQUX

    เพิ่มเติม
  • Retty food fact ข้าวเหนียว กินแล้วง่วงนอนจริงหรือไม่ !? ⠀⠀ ข้าวเหนียว อาหารยอดนิยมสำหรับชาวภาคเหนือและภาคอีสาน ที่ขาดไม่ได้ในเกือบทุก ๆ เมนูสำรับอาหาร และได้มีการดัดแปลงนำข้าวเหนียวมาใช้ในเมนูของหวานยอดนิยมที่หลาย ๆ คนโปรดปรานกันอีกด้วย ถึงแม้ข้าวเหนียวจะเป็นอาหารที่กินแล้วงอิ่มท้อง และให้พลังงานได้เยอะ แต่อาการที่หลายคนเห็นพ้องต้องกันนั่นก็คือ “อาการง่วงนอน” นั่นเอง วันนี้ Retty จะพามาหาคำตอบกัน ว่าข้อเท็จจริงมันเป็นยังไงกันแน่ จะคิดไปเอง หรือว่ามันทำให้ง่วงจริงกันแน่น้าา ถ้าพร้อมแล้วไปดูให้หายสงสัยกันเลยดีกว่า! 🧐 ⠀⠀ โดยปกติแล้ว ข้าวเหนียวจะใช้เวลาในการย่อยนานกว่าข้าวสวย เมื่ออาหารที่บริโภคเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร ร่างกายจะทำการย่อยคาร์โบไฮเดรตในแป้งให้กลายเป็นน้ำตาล เมื่อนั้นร่างกายจะหลั่งอินซูลินออกมา เพื่อรักษาสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด แต่ในกระบวนการหลั่งอินซูลิน ทำให้เกิดฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) และเมลาโทนิน (Melatonin) ขึ้น โดยที่ทั้งสองตัวนี้หากมีระดับสูงขึ้นในสมอง จะส่งผลให้เรารู้สึกง่วงนอนออกมาด้วย ⠀⠀ ซึ่งข้าวเหนียวนั้น ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งของสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตขนาดใหญ่ มีค่าดัชชีน้ำตาลสูงกว่าข้าวเจ้า ส่งผลให้ร่างกายต้องรีบหลั่งสารอินซูลินเพื่อดูดซึมน้ำตาลกลูโคสให้มีระดับที่ปกติภายในร่างกาย และไปสนับสนุนการเคลื่อนตัวของ serotonin และ melatonin ซึ่งออกฤทธิ์ต่อสมองให้เกิดอาการง่วงซึม ซึ่งมีผลต่อเรื่องของการนอนและความผ่อนคลายมากี่ยวข้องด้วยนั่นเอง ⠀⠀ เราจึงสรุปได้แล้วว่า การกินข้าวเหนียวส่งผลทำให้เกิดความง่วงมากกว่าการทานข้าวเจ้าอย่างแน่นอน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การคิดไปเองแต่อย่างใด และถ้าหากเพื่อน ๆ ชาว Retty คนไหนชอบกินข้าวเหนียวเป็นชีวิตจิตใจ แต่ไม่อยากรู้สึกง่วงนอนในช่วงเวลาสำคัญอย่างช่วงเวลาของการเรียนหรือการทำงาน ให้ลดปริมาณข้าวเหนียวลง กินแบบพอประมาณ แล้วหันมาเพิ่มสารอาหารประเภทโปรตีนที่มีประโยชน์ จะช่วยลดอาการง่วงซึมระหว่างวันได้อีกด้วยจ้า ว่าแล้วก็ขอตัวไปจกข้าวเหนียวทานคู่กับส้มตำรสแซ่บ ไก่ย่างร้อน ๆ พร้อมลาบน้ำตกกันดีกว่าค่า แล้วเพื่อนๆ ชอบทานข้าวเหนียวคู่กับเมนูอะไรกันบ้างคะ แวะมาคอมเมนต์ หรือแชร์กันได้ที่ใต้โพสต์เลยน้าาาา >< ⠀⠀ ขอขอบคุณที่มาจาก https://bit.ly/3fOC0Om https://bit.ly/3vUf5Hk https://bit.ly/3uQhktC

    เพิ่มเติม
  • Retty Food Fact เมนูแก้เผ็ดชาของหมาล่า ตามแบบฉบับของชาวจีน! ⠀ เนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วเราได้มีการนำเสนอเกี่ยวกับหมาล่าที่แท้จริงเป็นอย่างไร ซึ่งมีหลายคนให้ความสนใจและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี วันนี้ Retty จึงจะมาบอกต่อเมนูแก้เผ็ดชาของหมาล่าที่ชาวจีนนิยมทานกัน จะใช่เมนูทุกคนรู้จักกันอยู่แล้วหรือไม่? หรือจะเป็นเมนูอะไรนั้น มาดูไปพร้อม ๆ กันเลยยย ⠀ หมาล่าเมนูยอดฮิตจากเมืองจีนที่เมื่อได้ทานทีไรก็อร่อยผสมกับความเผ็ดชา จนบางครั้งก็อยากหาอะไรมาทานแก้เผ็ด และเมื่อเราทานหมาล่ามาก ๆ จะยิ่งทำให้เกิดอาการร้อนในเพิ่มขึ้นมาด้วย เมนูส่วนใหญ่ที่ชาวจีนนิยมรับประทานเพื่อบรรเทาอาการเผ็ดชาจึงเป็นเมนูที่ช่วยแก้อาการร้อนในไปในตัว เช่น ⠀ ตงกวาฉา (冬瓜茶) หรือน้ำฟักเขียวเป็นอีกเครื่องดื่มที่นิยมรับประทานคู่กับเมนูหม่าล่า เพราะมีรสชาติหอมหวานกลมกล่อม ที่ได้จากลูกฟักเขียว มีสรรพคุณแก้กระหาย ดับร้อนในร่างกาย รวมถึงบรรเทาอาการร้อนในได้อีกด้วย ⠀ เหลียงฉา (凉茶) หรือน้ำจับเลี้ยง เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรจีนที่มีฤทธิ์เย็น ที่มีสืบทอดกันมาแต่โบราณ โดยจะใช้สมุนไพรของจีนที่มีคุณสมบัติเย็นมาเป็นส่วนประกอบ เช่น เฉาก๊วย, รากบัว, เก๊กฮวย, โหล่เกง, ดอกงิ้ว, เทียงฮวยฮุ่ง, แห่โกวเช่า, หล่อฮังก๊วย และอีกมากมาย ซึ่งแต่ละสูตรอาจจะมีการปรับเปลี่ยนแตกต่างกันไป โดยจับเลี้ยงจะมีสรรพคุณลดความร้อนในร่างกาย ป้องกันและบรรเทาอาการร้อนใน เจ็บคอ คอแห้ง ไอ และระบบทางเดินอาหาร ⠀ หวังเหล่าจี๋ (王老吉) จะคล้ายกับตระกูลจับเลี้ยงในไทย เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่มีความนิยมมานานกว่า 100 ปีทั้งในจีนและไต้หวัน รสชาติจะคล้ายน้ำจับเลี้ยง แต่ให้กลิ่นสมุนไพรที่หอมละมุน ไม่ฉุน มีส่วนผสมมาจากสมุนไพรหลากหลายชนิดเช่น เก๊กฮวย, ชะเอม, จับเลี้ยง, เช็งหุ้ยเลี้ยง, ใบอั่งเต็ก, พุทราจีน และอื่น ๆ อีกมากมาย เมื่อดื่มแล้วจะให้ความรู้สึก สดชื่น ดับร้อน ดับกระหาย นิยมทานกับอาหารที่มีรสชาติเผ็ดร้อนหลายเมนูโดยเฉพาะหมาล่า ⠀ ซวนเหมยทาง (酸梅汤) หรือน้ำบ๊วย เป็นเครื่องดื่มของชาวจีน ที่นิยมดื่มในช่วงฤดูร้อน มีส่วนประกอบคือ อูเหมย, ซานจา, กันเฉ่า, กุ้ยฮัว และปิงถาง ซึ่งมีสรรพคุณในด้านของการช่วยบำรุงระบบย่อยอาหาร ขับความร้อนในร่างกายกาย แก้ร้อนใน และช่วยยับยั้งการสร้างกรดแลคติคในร่างกายอีกด้วย ⠀ และนอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายเมนูที่สามารถบรรเทาอาการเผ็ดชาของหมาล่าได้ เช่น น้ำเต้าหู้ น้ำสาลี่ ไอศกรีม รวมถึงนม ซึ่งในสมัยโบราณของทางเสฉวนจะนิยมทานนมไม่พร่องมันเนยรสชาติหวาน ๆ เย็น ๆ หรือนมสดธรรมดาที่ยังไม่ผ่านกระบวนการเอาไขมันออกจากนม และนี่อาจจะเป็นเพียงเมนูแก้เผ็ดชาของหมาล่าเพียงบางส่วนเท่านั้น หากใครมีเมนูหรือวิธีแก้เผ็ดชาของหมาล่าเพิ่มเติมก็สามารถมาแชร์กันได้ที่ใต้โพสต์นี้เลย! ⠀ ⠀ ขอขอบคุณข้อมูลจาก Retty user : Sand Thamamongood https://bit.ly/3vzEnKz https://bit.ly/3i4w1H4 https://bit.ly/3p5L70s

    เพิ่มเติม
  • Retty Food Fact รู้หรือไม่ หม่าล่าไม่ใช่ชื่อของพริก! แล้วหม่าล่าที่แท้จริงเป็นอย่างไร? ⠀ ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “หม่าล่า” เป็นเมนูยอดนิยมเมนูหนึ่งในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น หม่าล่าหม้อไฟ ปิ้งย่าง หรือเมนูผัดแห้ง แต่เพื่อน ๆ เคยสงสัยกันไหมว่าหม่าล่าจริง ๆ คือชื่อพริกชนิดหนึ่งที่นำมาใช้ในการปรุงอาหารหรือชื่ออะไร? แล้วหม่าล่าที่แท้จริงแล้วจะต้องเป็นอย่างไร มีรสชาติแบบไหนกันแน่ ถ้าใครสงสัยวันนี้ Retty มีคำตอบ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยยย ⠀ หม่าล่า (麻辣) เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งของจีนหรือจะเรียกว่าเป็นคำบรรยายลักษณะหรือรสชาติของเมนูต่าง ๆ ที่มีส่วนผสมของฮวาเจียวรวมกับพริกแดงหรือพริกเสฉวนก็ได้ เมื่อทานแล้วจะรู้สึกเผ็ดและชาที่ปลายลิ้น โดยหม่าล่าที่แท้จริงมีต้นกำเนิดมาจากมณฑลเสฉวน ซึ่งคำว่า หม่า (麻) ในภาษาจีนหมายถึง อาการชา ส่วนคำว่า ล่า (辣) หมายถึง ความเผ็ด ดังนั้นหม่าล่าที่แท้จริงจึงต้องมีครบทั้งความเผ็ดร้อนที่ได้จากพริกเสฉวน รวมถึงความชาและหอมจากฮวาเจียว ถ้าขาดสิ่งใดไปก็จะไม่ใช่หม่าล่าแท้ ๆ แบบดั้งเดิม ⠀ ฮวาเจียว (花椒) คือหนึ่งในส่วนประกอบของหม่าล่า โดยฮวาเจียวสามารถแบ่งได้สองชนิดคือ ฮวาเจียวสีแดง และฮวาเจียวสีเขียว ฮวาเจียวสีแดงจะมีกลิ่นหอมแต่ไม่ค่อยให้ความชามากนัก ซึ่งในภาคเหนือของไทยก็พืชตระกูลเดียวกันกับฮวาเจียวแต่เป็นสายพันธุ์ทางเหนือของไทย พม่า และยูนนาน ที่เรียกกันว่า มะแขว่น นั่นเอง ⠀ ส่วนฮวาเจียวสีเขียว ถ้าเป็นชนิดที่มีคุณภาพดีจะถูกคัดเกรดแล้วใช้ชื่อว่า (เถิงเจียว) 藤椒 ซึ่งชนิดนี้จะนิยมนำไปสกัดเป็นน้ำมัน แล้วนำมาราดในเมนูอาหารต่าง ๆ เพิ่มความชาและความหอมให้อาหาร เช่นในเมนูหม้อไฟเสฉวน ข่าวหยู๋ (烤鱼) หรือปลาย่างของทางเสฉวน ก็นิยมใส่เถิงเจียว ⠀ และสุดท้ายฮวาเจียวสีเขียวเกรดปกติที่มีสีปนเหลือง จะมีรสชามากที่สุด จึงถูกเรียกว่า หม่าเจียว (麻椒) ที่แปลว่า พริกชา ที่ทานเข้าไปแล้วทำให้รู้สึกชานั่นเอง แต่ความชาของหม่าเจียว หรือฮวาเจียวสีเขียวจะขึ้นอยู่กับการเก็บรักษาด้วยเช่นกัน หากเก็บไว้นานและโดนความชื้นมาก ๆ เมื่อนำมาประกอบอาหารความชาก็จะลดลง ซึ่งเถิงเจียวและหม่าเจียวจะถูกผลิตในเสฉวนกับกุ้ยโจวเป็นจำนวนมาก และหม่าเจียวที่ผลิตจากกุ้ยโจวจะมีความชาเยอะมากเป็นพิเศษ ⠀ แต่อย่างไรก็ตามในมณฑลเสฉวนคือสถานที่หลักที่สามารถผลิตเครื่องเทศชนิดนี้ได้เยอะที่สุด และในเสฉวนจะไม่มีการแบ่งชื่อเรียกย่อยเป็น เถิงเจียว หม่าเจียว แต่จะเรียกรวม ๆ ทั้งหมดเป็น ฮวาเจียว ซึ่งบางคนอาจสับสนกับชวงเจียวอีกชื่อ โดยสาเหตุอาจเกิดจากการที่ฮวาเจียวเป็นเครื่องเทศที่ผลิตจากเสฉวน คนจีนในไทยยุคนั้นเลยเรียกว่า ชวงเจียว หรือ ชวงเจีย ซึ่งเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า ชวนเจียว (川椒) ที่แปลว่า พริกเสฉวน ก็คือคำเรียกพริกที่มาจากมณฑลซื่อชวน หรือที่คนไทยรู้จักในนามเสฉวนนั่นเอง ⠀ ดังนั้นหม่าล่าที่แท้จริงตามแบบฉบับเสฉวน ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาหารเมนูใดที่มีความเป็นหม่าล่า เมนูนั้น ๆ จะต้องมีส่วนผสมของหม่าเจียว(หรือที่เรียกรวม ๆ ว่า ฮวาเจียว) บวกกับพริกแดงหรือพริกเสฉวน (ถ้าเป็นที่จีนพริกแดงจะเป็นพริกแห้งหลายชนิดบดปนรวมกัน) ซึ่งจะได้ทั้งความชาจากหม่าเจียวและความเผ็ดร้อนจากพริกเสฉวนนั่นเอง ซึ่งเมนูต่าง ๆ หลายเมนูของไทยที่บอกว่าเป็นหม่าล่าไม่ว่าจะเป็นอาหารเสียบไม้แล้วทาด้วยซอสหม่าล่าที่มีรสชาติเผ็ดหวานแล้วคลุกผงพริก หรือเป็นหม้อไฟที่มีแค่กลิ่นหอมของหม่าล่าแต่ไม่ความเผ็ดและชาก็จะไม่ใช่หม่าล่าแท้ ๆ แบบฉบับมณฑลเสฉวนแต่อาจจะเป็นเมนูที่คล้ายกับหม่าล่าและถูกปรับสูตรรวมถึงรสชาติให้เข้ากับคนไทยนั่นเอง ⠀ เป็นอย่างไรกันบ้าง ได้รู้เรื่องราวของหม่าล่ามากขึ้นกันแล้วใช่ไหมเอ่ย แล้วปกติเพื่อน ๆ ชอบทานหม่าล่าเมนูไหนกันบ้าง comment บอกกันได้ที่ใต้โพสต์นี้เลยยย>< ⠀ ขอขอบคุณข้อมูลจาก Retty user : Sand Thamamongood

    เพิ่มเติม
  • Retty Food Fact รู้หรือไม่ ปลาดอรี่คือปลาสวาย! ⠀ ปลาดอรี่ (Dory) ปลาเนื้อนุ่มอร่อย แถมยังมีสีขาวน่าทาน เป็นปลาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากมาหลายปี ไม่ว่านำไปปรุงเมนูไหนก็ถูกใจใครหลาย ๆ คน แต่เพื่อน ๆ รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วนั้นปลาดอรี่ที่เราทานกันอยู่ทุกวันนั้นคือปลาสวาย! วันนี้ Retty จึงขอพาทุกคนไปทำความรู้จักเจ้าดอรี่หรือปลาสวายกัน ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลยยย ⠀ ในปัจจุบันปลาดอรี่มีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ แต่สองสายพันธุ์หลัก ๆ ที่คนมักนำมารับประทาน สายพันธุ์แรกคือ จอห์น ดอรี่ (John Dory) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Zenopsis conchifera เป็นปลาน้ำเค็มที่อาศัยอยู่ในน้ำลึกตามแนวปะการังของมหาสมุทรแอตแลนติกและเมดิเตอร์เรเนียน ลำตัวมีลักษณะกลมแบน มีเนื้อแน่นสีขาว รสชาติอร่อย แต่มีราคาสูง ⠀ สายพันธุ์ที่สองคือ แพนกาเซียส ดอรี่ (Pangasius Dory) หรือปลาสวาย แต่ไม่ใช่สวายเนื้อเหลืองแบบในไทย แพนกาเซียส ดอรี่เป็นสวายเนื้อขาว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Pangasius hypophthalmus เป็นปลาน้ำจืดตระกูลเดียวกับปลาบึก ปลาคัง ปลาเทโพ ลำตัวมีลักษณะเรียวยาว มีเนื้อนุ่มสีขาว รสชาติคล้ายจอห์น ดอรี่ แต่มีราคาที่ถูกกว่า จึงทำให้เป็นที่นิยม โดยปลาแพนกาเซียส ดอรี่ ส่วนใหญ่จะถูกเพาะเลี้ยงอยู่ในประเทศเวียดนามและมีวิธีการเลี้ยงแบบเฉพาะที่ทำให้เนื้อปลามีสีขาวน่าทาน คือการควบคุมอาหารด้วยการเลือกให้อาหารที่ไม่ก่อให้เกิดสีเหลืองเข้าไปแทรกในไขมันปลา และการเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาดอยู่สม่ำเสมอ ⠀ ซึ่งดอรี่ที่เราทานกันอยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่คือปลาสวาย หรือปลาแพนกาเซียส ดอรี่ และสาเหตุที่เรียกกันว่าปลาดอรี่ ก็เกิดจากการตัดทอนคำของชื่อปลาแพนกาเซียส ดอรี่ เหลือแค่ ดอรี่ แล้วที่ส่วนใหญ่ไม่เรียกปลาสวาย เพราะว่าที่จริงแล้ว สวาย คือชื่อในท้องถิ่นที่เราเรียกกัน ไม่ใช่ชื่อสากลอย่างแพนกาเซียส ดอรี่นั่นเอง ⠀ เป็นอย่างไรกันบ้าง ได้รู้เรื่องราวของดอรี่กันแล้วใช่ไหมเอ่ย แล้วปกติเพื่อน ๆ ชอบทานดอรี่กันไหม แล้วชอบทานเมนูไหนกันบ้าง comment บอกกันได้ที่ใต้โพสต์นี้เลยยย>< ⠀ ขอขอบคุณที่มาจาก https://bit.ly/2RkUeOe https://bit.ly/3tR2umn

    เพิ่มเติม
ดูโพสต์เพิ่มเติม
ข้อมูลร้านอาหาร
ชื่อร้านอาหาร Retty’s Home Retty’s Home
เบอร์โทรศัพท์ -
ที่อยู่ -
แผนที่
การเดินทาง -
พื้นที่
ประเภท อื่นๆ
เวลาทำการ -
วันหยุด -
ช่วงราคา
- -

รูปภาพและรีวิวถูกโพสต์โดยผู้ใช้งานดังนั้นกรุณาตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งค่ะ