search
มื้อเย็น

Retty food fact ข้าวเหนียว กินแล้วง่วงนอนจริงหรือไม่ !? ⠀⠀ ข้าวเหนียว อาหารยอดนิยมสำหรับชาวภาคเหนือและภาคอีสาน ที่ขาดไม่ได้ในเกือบทุก ๆ เมนูสำรับอาหาร และได้มีการดัดแปลงนำข้าวเหนียวมาใช้ในเมนูของหวานยอดนิยมที่หลาย ๆ คนโปรดปรานกันอีกด้วย ถึงแม้ข้าวเหนียวจะเป็นอาหารที่กินแล้วงอิ่มท้อง และให้พลังงานได้เยอะ แต่อาการที่หลายคนเห็นพ้องต้องกันนั่นก็คือ “อาการง่วงนอน” นั่นเอง วันนี้ Retty จะพามาหาคำตอบกัน ว่าข้อเท็จจริงมันเป็นยังไงกันแน่ จะคิดไปเอง หรือว่ามันทำให้ง่วงจริงกันแน่น้าา ถ้าพร้อมแล้วไปดูให้หายสงสัยกันเลยดีกว่า! 🧐 ⠀⠀ โดยปกติแล้ว ข้าวเหนียวจะใช้เวลาในการย่อยนานกว่าข้าวสวย เมื่ออาหารที่บริโภคเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร ร่างกายจะทำการย่อยคาร์โบไฮเดรตในแป้งให้กลายเป็นน้ำตาล เมื่อนั้นร่างกายจะหลั่งอินซูลินออกมา เพื่อรักษาสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด แต่ในกระบวนการหลั่งอินซูลิน ทำให้เกิดฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) และเมลาโทนิน (Melatonin) ขึ้น โดยที่ทั้งสองตัวนี้หากมีระดับสูงขึ้นในสมอง จะส่งผลให้เรารู้สึกง่วงนอนออกมาด้วย ⠀⠀ ซึ่งข้าวเหนียวนั้น ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งของสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตขนาดใหญ่ มีค่าดัชชีน้ำตาลสูงกว่าข้าวเจ้า ส่งผลให้ร่างกายต้องรีบหลั่งสารอินซูลินเพื่อดูดซึมน้ำตาลกลูโคสให้มีระดับที่ปกติภายในร่างกาย และไปสนับสนุนการเคลื่อนตัวของ serotonin และ melatonin ซึ่งออกฤทธิ์ต่อสมองให้เกิดอาการง่วงซึม ซึ่งมีผลต่อเรื่องของการนอนและความผ่อนคลายมากี่ยวข้องด้วยนั่นเอง ⠀⠀ เราจึงสรุปได้แล้วว่า การกินข้าวเหนียวส่งผลทำให้เกิดความง่วงมากกว่าการทานข้าวเจ้าอย่างแน่นอน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การคิดไปเองแต่อย่างใด และถ้าหากเพื่อน ๆ ชาว Retty คนไหนชอบกินข้าวเหนียวเป็นชีวิตจิตใจ แต่ไม่อยากรู้สึกง่วงนอนในช่วงเวลาสำคัญอย่างช่วงเวลาของการเรียนหรือการทำงาน ให้ลดปริมาณข้าวเหนียวลง กินแบบพอประมาณ แล้วหันมาเพิ่มสารอาหารประเภทโปรตีนที่มีประโยชน์ จะช่วยลดอาการง่วงซึมระหว่างวันได้อีกด้วยจ้า ว่าแล้วก็ขอตัวไปจกข้าวเหนียวทานคู่กับส้มตำรสแซ่บ ไก่ย่างร้อน ๆ พร้อมลาบน้ำตกกันดีกว่าค่า แล้วเพื่อนๆ ชอบทานข้าวเหนียวคู่กับเมนูอะไรกันบ้างคะ แวะมาคอมเมนต์ หรือแชร์กันได้ที่ใต้โพสต์เลยน้าาาา >< ⠀⠀ ขอขอบคุณที่มาจาก https://bit.ly/3fOC0Om https://bit.ly/3vUf5Hk https://bit.ly/3uQhktC

  • 8
  • 0
21/06/06

Other Reviews

  • Retty Food Fact 💡 ลองกอง กับ ลางสาด ผลไม้ฝาแฝดที่แตกต่างกัน ! ⠀⠀ หากพูดถึงผลไม้ประเทศไทย ในช่วงฤดูกาลหน้าร้อนไปจนถึงหน้าฝน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ลองกอง และ ลางสาด จัดว่าเป็นผลไม้ที่คนไทยนิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลายเลยทีเดียว แต่ผลไม้ทั้งสองชนิดนี้ จะว่าไป รูปร่างหน้าตาภายนอกทั้งคู่ก็คล้ายจนแทบจะเป็นฝาแฝดกันอยู่แล้ว 🧐 เพื่อน ๆ เคยสงสัยกันไหมว่า ลองกอง กับ ลางสาด แตกต่างกันตรงไหน แยกยังไงให้ออกน้า วันนี้ Retty จึงขออาสาพาทุกคน ไปค้นหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า ว่าทั้งคู่มีจุดสังเกตที่ตรงไหน ถ้าพร้อมแล้วไปดูคำตอบให้หายสงสัยกันเลย ! ⠀⠀ เริ่มกันที่เจ้าลองกองกันก่อนดีกว่า ผลไม้ชนิดนี้นับว่าเป็นที่นิยมรับประทานและมีขายกันอย่างแพร่หลาย ลักษณะที่มองเห็นได้ชัดก็คือผลกลม เปลือกหนา ผิวหยาบเล็กน้อย เนื้อมีกลิ่นหอม รสชาติหวาน ในผลมีเมล็ดลีบหรือไม่มีเมล็ดเลย และเมล็ดจะไม่ขม สีเปลือกของลองกองเป็นสีเหลืองซีด โดยประโยชน์ของลองกองก็นับว่าหลากหลายกันเลยทีเดียว ส่วนผล นิยมนำมาทำเป็นแยมลองกอง น้ำลองกอง หรือลองกองกวน นอกจากนี้ลองกองยังช่วยลดความร้อนในร่างกาย แต่ถ้าหากกินมากไปอาจทำให้เกิดอาการร้อนในได้ แนะนำว่าให้กินตามปริมาณที่เหมาะสมน้า ⠀⠀ มาต่อกับที่เจ้าลางสาด ผลไม้ชนิดนี้จัดว่าเป็นไม้ผลเมืองร้อน ลักษณะเป็นผลกลมรี เปลือกบาง ผิวละเอียด ผลอ่อนนุ่ม มียางเป็นสีขาวขุ่น ๆ เนื้อจะมีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย ในผลจะมีเมล็ดมากและขมจัด เมื่อผลสุกจะมีเนื้อที่ฉ่ำน้ำ ส่วนประโยชน์ของลางสาด โดยเปลือกของลำต้นจะมีรสชาติฝาดลิ้น ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ เมล็ด มีรสขม มักใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ⠀⠀ ไขข้อข้องใจกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับความแตกต่างระหว่างลองกองและลางสาด หากชาว Retty คนไหนแวะซื้อผลไม้ทั้งสองชนิดนี้มารับประทาน ก็สามารถแยกออกได้อย่างถูกต้องแล้วน้า แล้วเพื่อน ๆ ชอบทานผลไม้ชนิดไหนกันบ้างเอ่ย มีลางสาดและลองกองอยู่ในใจกันบ้างไหม แวะมาคอมเมนต์ หรือแชร์กันได้ที่ใต้โพสต์เลยน้าาาา >< ⠀⠀ ⠀⠀ ขอขอบคุณที่มาจาก https://bit.ly/3w9AWdE https://bit.ly/3pAquJS https://bit.ly/3x4AQUX

    เพิ่มเติม
  • Retty Food Fact เมนูแก้เผ็ดชาของหมาล่า ตามแบบฉบับของชาวจีน! ⠀ เนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วเราได้มีการนำเสนอเกี่ยวกับหมาล่าที่แท้จริงเป็นอย่างไร ซึ่งมีหลายคนให้ความสนใจและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี วันนี้ Retty จึงจะมาบอกต่อเมนูแก้เผ็ดชาของหมาล่าที่ชาวจีนนิยมทานกัน จะใช่เมนูทุกคนรู้จักกันอยู่แล้วหรือไม่? หรือจะเป็นเมนูอะไรนั้น มาดูไปพร้อม ๆ กันเลยยย ⠀ หมาล่าเมนูยอดฮิตจากเมืองจีนที่เมื่อได้ทานทีไรก็อร่อยผสมกับความเผ็ดชา จนบางครั้งก็อยากหาอะไรมาทานแก้เผ็ด และเมื่อเราทานหมาล่ามาก ๆ จะยิ่งทำให้เกิดอาการร้อนในเพิ่มขึ้นมาด้วย เมนูส่วนใหญ่ที่ชาวจีนนิยมรับประทานเพื่อบรรเทาอาการเผ็ดชาจึงเป็นเมนูที่ช่วยแก้อาการร้อนในไปในตัว เช่น ⠀ ตงกวาฉา (冬瓜茶) หรือน้ำฟักเขียวเป็นอีกเครื่องดื่มที่นิยมรับประทานคู่กับเมนูหม่าล่า เพราะมีรสชาติหอมหวานกลมกล่อม ที่ได้จากลูกฟักเขียว มีสรรพคุณแก้กระหาย ดับร้อนในร่างกาย รวมถึงบรรเทาอาการร้อนในได้อีกด้วย ⠀ เหลียงฉา (凉茶) หรือน้ำจับเลี้ยง เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรจีนที่มีฤทธิ์เย็น ที่มีสืบทอดกันมาแต่โบราณ โดยจะใช้สมุนไพรของจีนที่มีคุณสมบัติเย็นมาเป็นส่วนประกอบ เช่น เฉาก๊วย, รากบัว, เก๊กฮวย, โหล่เกง, ดอกงิ้ว, เทียงฮวยฮุ่ง, แห่โกวเช่า, หล่อฮังก๊วย และอีกมากมาย ซึ่งแต่ละสูตรอาจจะมีการปรับเปลี่ยนแตกต่างกันไป โดยจับเลี้ยงจะมีสรรพคุณลดความร้อนในร่างกาย ป้องกันและบรรเทาอาการร้อนใน เจ็บคอ คอแห้ง ไอ และระบบทางเดินอาหาร ⠀ หวังเหล่าจี๋ (王老吉) จะคล้ายกับตระกูลจับเลี้ยงในไทย เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรที่มีความนิยมมานานกว่า 100 ปีทั้งในจีนและไต้หวัน รสชาติจะคล้ายน้ำจับเลี้ยง แต่ให้กลิ่นสมุนไพรที่หอมละมุน ไม่ฉุน มีส่วนผสมมาจากสมุนไพรหลากหลายชนิดเช่น เก๊กฮวย, ชะเอม, จับเลี้ยง, เช็งหุ้ยเลี้ยง, ใบอั่งเต็ก, พุทราจีน และอื่น ๆ อีกมากมาย เมื่อดื่มแล้วจะให้ความรู้สึก สดชื่น ดับร้อน ดับกระหาย นิยมทานกับอาหารที่มีรสชาติเผ็ดร้อนหลายเมนูโดยเฉพาะหมาล่า ⠀ ซวนเหมยทาง (酸梅汤) หรือน้ำบ๊วย เป็นเครื่องดื่มของชาวจีน ที่นิยมดื่มในช่วงฤดูร้อน มีส่วนประกอบคือ อูเหมย, ซานจา, กันเฉ่า, กุ้ยฮัว และปิงถาง ซึ่งมีสรรพคุณในด้านของการช่วยบำรุงระบบย่อยอาหาร ขับความร้อนในร่างกายกาย แก้ร้อนใน และช่วยยับยั้งการสร้างกรดแลคติคในร่างกายอีกด้วย ⠀ และนอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายเมนูที่สามารถบรรเทาอาการเผ็ดชาของหมาล่าได้ เช่น น้ำเต้าหู้ น้ำสาลี่ ไอศกรีม รวมถึงนม ซึ่งในสมัยโบราณของทางเสฉวนจะนิยมทานนมไม่พร่องมันเนยรสชาติหวาน ๆ เย็น ๆ หรือนมสดธรรมดาที่ยังไม่ผ่านกระบวนการเอาไขมันออกจากนม และนี่อาจจะเป็นเพียงเมนูแก้เผ็ดชาของหมาล่าเพียงบางส่วนเท่านั้น หากใครมีเมนูหรือวิธีแก้เผ็ดชาของหมาล่าเพิ่มเติมก็สามารถมาแชร์กันได้ที่ใต้โพสต์นี้เลย! ⠀ ⠀ ขอขอบคุณข้อมูลจาก Retty user : Sand Thamamongood https://bit.ly/3vzEnKz https://bit.ly/3i4w1H4 https://bit.ly/3p5L70s

    เพิ่มเติม
  • Retty Food Fact รู้หรือไม่ หม่าล่าไม่ใช่ชื่อของพริก! แล้วหม่าล่าที่แท้จริงเป็นอย่างไร? ⠀ ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “หม่าล่า” เป็นเมนูยอดนิยมเมนูหนึ่งในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น หม่าล่าหม้อไฟ ปิ้งย่าง หรือเมนูผัดแห้ง แต่เพื่อน ๆ เคยสงสัยกันไหมว่าหม่าล่าจริง ๆ คือชื่อพริกชนิดหนึ่งที่นำมาใช้ในการปรุงอาหารหรือชื่ออะไร? แล้วหม่าล่าที่แท้จริงแล้วจะต้องเป็นอย่างไร มีรสชาติแบบไหนกันแน่ ถ้าใครสงสัยวันนี้ Retty มีคำตอบ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยยย ⠀ หม่าล่า (麻辣) เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งของจีนหรือจะเรียกว่าเป็นคำบรรยายลักษณะหรือรสชาติของเมนูต่าง ๆ ที่มีส่วนผสมของฮวาเจียวรวมกับพริกแดงหรือพริกเสฉวนก็ได้ เมื่อทานแล้วจะรู้สึกเผ็ดและชาที่ปลายลิ้น โดยหม่าล่าที่แท้จริงมีต้นกำเนิดมาจากมณฑลเสฉวน ซึ่งคำว่า หม่า (麻) ในภาษาจีนหมายถึง อาการชา ส่วนคำว่า ล่า (辣) หมายถึง ความเผ็ด ดังนั้นหม่าล่าที่แท้จริงจึงต้องมีครบทั้งความเผ็ดร้อนที่ได้จากพริกเสฉวน รวมถึงความชาและหอมจากฮวาเจียว ถ้าขาดสิ่งใดไปก็จะไม่ใช่หม่าล่าแท้ ๆ แบบดั้งเดิม ⠀ ฮวาเจียว (花椒) คือหนึ่งในส่วนประกอบของหม่าล่า โดยฮวาเจียวสามารถแบ่งได้สองชนิดคือ ฮวาเจียวสีแดง และฮวาเจียวสีเขียว ฮวาเจียวสีแดงจะมีกลิ่นหอมแต่ไม่ค่อยให้ความชามากนัก ซึ่งในภาคเหนือของไทยก็พืชตระกูลเดียวกันกับฮวาเจียวแต่เป็นสายพันธุ์ทางเหนือของไทย พม่า และยูนนาน ที่เรียกกันว่า มะแขว่น นั่นเอง ⠀ ส่วนฮวาเจียวสีเขียว ถ้าเป็นชนิดที่มีคุณภาพดีจะถูกคัดเกรดแล้วใช้ชื่อว่า (เถิงเจียว) 藤椒 ซึ่งชนิดนี้จะนิยมนำไปสกัดเป็นน้ำมัน แล้วนำมาราดในเมนูอาหารต่าง ๆ เพิ่มความชาและความหอมให้อาหาร เช่นในเมนูหม้อไฟเสฉวน ข่าวหยู๋ (烤鱼) หรือปลาย่างของทางเสฉวน ก็นิยมใส่เถิงเจียว ⠀ และสุดท้ายฮวาเจียวสีเขียวเกรดปกติที่มีสีปนเหลือง จะมีรสชามากที่สุด จึงถูกเรียกว่า หม่าเจียว (麻椒) ที่แปลว่า พริกชา ที่ทานเข้าไปแล้วทำให้รู้สึกชานั่นเอง แต่ความชาของหม่าเจียว หรือฮวาเจียวสีเขียวจะขึ้นอยู่กับการเก็บรักษาด้วยเช่นกัน หากเก็บไว้นานและโดนความชื้นมาก ๆ เมื่อนำมาประกอบอาหารความชาก็จะลดลง ซึ่งเถิงเจียวและหม่าเจียวจะถูกผลิตในเสฉวนกับกุ้ยโจวเป็นจำนวนมาก และหม่าเจียวที่ผลิตจากกุ้ยโจวจะมีความชาเยอะมากเป็นพิเศษ ⠀ แต่อย่างไรก็ตามในมณฑลเสฉวนคือสถานที่หลักที่สามารถผลิตเครื่องเทศชนิดนี้ได้เยอะที่สุด และในเสฉวนจะไม่มีการแบ่งชื่อเรียกย่อยเป็น เถิงเจียว หม่าเจียว แต่จะเรียกรวม ๆ ทั้งหมดเป็น ฮวาเจียว ซึ่งบางคนอาจสับสนกับชวงเจียวอีกชื่อ โดยสาเหตุอาจเกิดจากการที่ฮวาเจียวเป็นเครื่องเทศที่ผลิตจากเสฉวน คนจีนในไทยยุคนั้นเลยเรียกว่า ชวงเจียว หรือ ชวงเจีย ซึ่งเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า ชวนเจียว (川椒) ที่แปลว่า พริกเสฉวน ก็คือคำเรียกพริกที่มาจากมณฑลซื่อชวน หรือที่คนไทยรู้จักในนามเสฉวนนั่นเอง ⠀ ดังนั้นหม่าล่าที่แท้จริงตามแบบฉบับเสฉวน ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาหารเมนูใดที่มีความเป็นหม่าล่า เมนูนั้น ๆ จะต้องมีส่วนผสมของหม่าเจียว(หรือที่เรียกรวม ๆ ว่า ฮวาเจียว) บวกกับพริกแดงหรือพริกเสฉวน (ถ้าเป็นที่จีนพริกแดงจะเป็นพริกแห้งหลายชนิดบดปนรวมกัน) ซึ่งจะได้ทั้งความชาจากหม่าเจียวและความเผ็ดร้อนจากพริกเสฉวนนั่นเอง ซึ่งเมนูต่าง ๆ หลายเมนูของไทยที่บอกว่าเป็นหม่าล่าไม่ว่าจะเป็นอาหารเสียบไม้แล้วทาด้วยซอสหม่าล่าที่มีรสชาติเผ็ดหวานแล้วคลุกผงพริก หรือเป็นหม้อไฟที่มีแค่กลิ่นหอมของหม่าล่าแต่ไม่ความเผ็ดและชาก็จะไม่ใช่หม่าล่าแท้ ๆ แบบฉบับมณฑลเสฉวนแต่อาจจะเป็นเมนูที่คล้ายกับหม่าล่าและถูกปรับสูตรรวมถึงรสชาติให้เข้ากับคนไทยนั่นเอง ⠀ เป็นอย่างไรกันบ้าง ได้รู้เรื่องราวของหม่าล่ามากขึ้นกันแล้วใช่ไหมเอ่ย แล้วปกติเพื่อน ๆ ชอบทานหม่าล่าเมนูไหนกันบ้าง comment บอกกันได้ที่ใต้โพสต์นี้เลยยย>< ⠀ ขอขอบคุณข้อมูลจาก Retty user : Sand Thamamongood

    เพิ่มเติม
  • Retty Food Fact รู้หรือไม่ ปลาดอรี่คือปลาสวาย! ⠀ ปลาดอรี่ (Dory) ปลาเนื้อนุ่มอร่อย แถมยังมีสีขาวน่าทาน เป็นปลาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากมาหลายปี ไม่ว่านำไปปรุงเมนูไหนก็ถูกใจใครหลาย ๆ คน แต่เพื่อน ๆ รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วนั้นปลาดอรี่ที่เราทานกันอยู่ทุกวันนั้นคือปลาสวาย! วันนี้ Retty จึงขอพาทุกคนไปทำความรู้จักเจ้าดอรี่หรือปลาสวายกัน ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลยยย ⠀ ในปัจจุบันปลาดอรี่มีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ แต่สองสายพันธุ์หลัก ๆ ที่คนมักนำมารับประทาน สายพันธุ์แรกคือ จอห์น ดอรี่ (John Dory) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Zenopsis conchifera เป็นปลาน้ำเค็มที่อาศัยอยู่ในน้ำลึกตามแนวปะการังของมหาสมุทรแอตแลนติกและเมดิเตอร์เรเนียน ลำตัวมีลักษณะกลมแบน มีเนื้อแน่นสีขาว รสชาติอร่อย แต่มีราคาสูง ⠀ สายพันธุ์ที่สองคือ แพนกาเซียส ดอรี่ (Pangasius Dory) หรือปลาสวาย แต่ไม่ใช่สวายเนื้อเหลืองแบบในไทย แพนกาเซียส ดอรี่เป็นสวายเนื้อขาว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Pangasius hypophthalmus เป็นปลาน้ำจืดตระกูลเดียวกับปลาบึก ปลาคัง ปลาเทโพ ลำตัวมีลักษณะเรียวยาว มีเนื้อนุ่มสีขาว รสชาติคล้ายจอห์น ดอรี่ แต่มีราคาที่ถูกกว่า จึงทำให้เป็นที่นิยม โดยปลาแพนกาเซียส ดอรี่ ส่วนใหญ่จะถูกเพาะเลี้ยงอยู่ในประเทศเวียดนามและมีวิธีการเลี้ยงแบบเฉพาะที่ทำให้เนื้อปลามีสีขาวน่าทาน คือการควบคุมอาหารด้วยการเลือกให้อาหารที่ไม่ก่อให้เกิดสีเหลืองเข้าไปแทรกในไขมันปลา และการเปลี่ยนถ่ายน้ำให้สะอาดอยู่สม่ำเสมอ ⠀ ซึ่งดอรี่ที่เราทานกันอยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่คือปลาสวาย หรือปลาแพนกาเซียส ดอรี่ และสาเหตุที่เรียกกันว่าปลาดอรี่ ก็เกิดจากการตัดทอนคำของชื่อปลาแพนกาเซียส ดอรี่ เหลือแค่ ดอรี่ แล้วที่ส่วนใหญ่ไม่เรียกปลาสวาย เพราะว่าที่จริงแล้ว สวาย คือชื่อในท้องถิ่นที่เราเรียกกัน ไม่ใช่ชื่อสากลอย่างแพนกาเซียส ดอรี่นั่นเอง ⠀ เป็นอย่างไรกันบ้าง ได้รู้เรื่องราวของดอรี่กันแล้วใช่ไหมเอ่ย แล้วปกติเพื่อน ๆ ชอบทานดอรี่กันไหม แล้วชอบทานเมนูไหนกันบ้าง comment บอกกันได้ที่ใต้โพสต์นี้เลยยย>< ⠀ ขอขอบคุณที่มาจาก https://bit.ly/2RkUeOe https://bit.ly/3tR2umn

    เพิ่มเติม
  • Retty Food Fact รู้หรือไม่ น้ำสีแดงจากเนื้อสเต๊กไม่ใช่เลือด! ⠀ เพื่อนๆ เคยสงสัยกันไหมว่าน้ำสีแดงจากสเต๊กที่เราทานกันเนี่ยคืออะไร ไม่ใช่เลือดอย่างที่เราเข้าใจกันหรอ แล้วถ้าไม่ใช่มันคือน้ำอะไรกันแน่ วันนี้ Retty จึงขอพาทุกคนมาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กัน ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลยยย ⠀ หากใครเคยทานสเต๊ก แล้วพบว่ามีน้ำสีแดงไหลออกมาจากเนื้อสเต๊ก เชื่อว่าหลาย ๆ คงอดคิดไม่ได้ว่านั่นคือเลือด จนอาจทำให้บางคนไม่กล้าทานเลยก็ว่าได้ แต่อย่าเพิ่งกังวลใจไป เพราะนั่นไม่ใช่เลือดอย่างที่คิด แต่มันคือน้ำของเนื้อที่ผสมกับส่วนของไมโอโกลบิน (Myoglobin) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในเนื้อสัตว์ โดยไมโอโกลบินทำหน้าที่เป็นตัวนำส่งออกซิเจนไปสู่กล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ ซึ่งเมื่อไมโอโกลบินได้สัมผัสกับออกซิเจนจะเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที ⠀ ไมโอโกลบินสามารถพบได้ในสัตว์หลายชนิด เช่น วัว แกะ หมู ไก่ และอีกมากมาย ซึ่งความเข้มของสีแดงจะขึ้นอยู่กับว่าสัตว์ชนิดใดมีไมโอโกลบินอยู่มากหรือน้อยเพียงใด เช่น ในส่วนของเนื้อดิบสีของเนื้อวัวเป็นสีแดงจัดเพราะมีไมโอโกลบินอยู่มาก สีของเนื้อหมูเป็นสีชมพูอมแดงเพราะมีไมโอโกลบินอยู่ในระดับหนึ่ง และสีของเนื้อไก่มีสีขาวอมชมพูเพราะมีไมโอโกลบินอยู่น้อย และหากเรานำเนื้อสัตว์ไปผ่านกระบวนการทำให้สุกเราจะยิ่งเห็นได้ชัดขึ้นว่า ในเนื้อวัวมีไมโอโกลบินอยู่เป็นจำนวนมากเพราะเนื้อจะมีสีแดงไล่ไปจนน้ำตาลเข้ม ส่วนในเนื้อไก่มีไมโอโกลบินอยู่น้อยเนื้อจึงเป็นสีขาว แต่ในกรณีที่เราเห็นเนื้อสเต๊กมีน้ำสีแดงออกมานั้นคือการที่เราปรุงเนื้อวัวให้อยู่ในระดับตั้งแต่ Blue Rare ถึง Medium ซึ่งเป็นระดับที่ยังมีไมโอโกลบินที่ไม่สุกเหลืออยู่จึงเป็นสีแดง และเมื่อผสมกับน้ำในเนื้อสเต๊กจึงทำให้ออกมาเป็นน้ำสีแดงอย่างที่เราเห็นนั่นเอง ⠀⠀ รู้แบบนี้แล้วก็มั่นใจได้เลยว่าเจ้าน้ำสีแดงจากเนื้อสเต๊กนั้นไม่ใช่เลือดอย่างแน่นอน แต่เป็นน้ำที่อยู่ในเนื้อสเต๊กผสมกับไมโอโกลบินที่เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในสัตว์ต่างหาก และใครที่เคยกังวลจนไม่กล้าทานเพราะคิดว่าเป็นเลือดก็สบายใจได้เลยยย แล้วปกติเพื่อน ๆ ทานสเต๊กสุกระดับไหนกันเอ่ย แล้วเคยเจอน้ำสีแดง ๆ จากเนื้อสเต๊กกันบ้างไหม comment บอกกันได้ที่ใต้โพสต์เลย>< ⠀ ขอขอบคุณที่มาจาก https://bit.ly/3xVEPo3 https://bit.ly/3bdEumG

    เพิ่มเติม
  • Retty Food Fact แก้วกุ้ง มันกุ้ง ใช่สิ่งเดียวกันหรือเปล่านะ? แล้วทั้งสองคือส่วนไหนของกุ้งกันแน่! ⠀ ทุกคนเคยสงสัยไหมว่ามันกุ้งกับแก้วกุ้งใช่สิ่งเดียวกันหรือเปล่า แล้วทั้งสองคือส่วนไหนของกุ้งกันแน่ วันนี้ Retty จะพาทุกคนมาไขข้อสงสัยไปพร้อม ๆ กัน ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยยย ⠀ กุ้งเผา เมนูยอดนิยมในปัจจุบัน เป็นเมนูที่ทานได้ทุกเพศทุกวัย ซึ่งสิ่งที่ทำให้หลาย ๆ คนติดใจคงนี้ไม่พ้น ความหอม มัน และเนื้อสัมผัสที่เนียนละเอียดสีส้มแดง แบบเยิ้ม ๆ รวมไปถึงเจ้าก้อนสีส้มมัน ๆ บนหัวกุ้ง ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ดูเหมือนเป็นสิ่งเดียวกันจนบางคนเรียกรวมกันเป็นมันกุ้ง ซึ่งจริง ๆ แล้วมันคือ ”มันกุ้ง” และ “แก้วกุ้ง” แถมทั้งสองยังเป็นอวัยวะคนละส่วนของกุ้งอีกด้วย ⠀ โดย “แก้วกุ้ง” จะอยู่บริเวณหัวใต้เปลือก (บนมันกุ้ง) ลักษณะเป็นก้อนแข็ง ๆ สีแดงส้มคล้ายมันกุ้ง จึงทำให้หลายคนคิดว่าเป็นมันกุ้งที่แข็งตัวแล้ว แต่แท้จริงแล้วคือมันคือ แก้วกุ้งและเป็นส่วนของรังไข่กุ้ง (ovary) ที่เจริญเต็มที่แล้วนั่นเอง ⠀⠀ ส่วน “มันกุ้ง” จะอยู่บริเวณหัวใต้แก้วกุ้งมีสีแดงส้มเหมือนกับแก้วกุ้งแต่จะเป็นส่วนที่เหลวกว่า ซึ่งในทางวิชาการคือ เฮปาโตแพนเครียส (hepatopancreas) หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่า “ตับกุ้ง” โดยตับกุ้งจะมีหน้าที่หลักคือย่อยและดูดซึมอาหาร ซึ่งมีหลายคนกังวลว่า ถ้ามันกุ้งคือตับกุ้ง เท่ากับว่ามันกุ้งคือแหล่งสะสมสารพิษใช่หรือไม่ ในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมการเจริญเติบโตของกุ้ง ถ้ากุ้งอยู่ในแหล่งที่มีมลพิษสูงนาน ๆ ก็อาจจะมีโอกาสสะสมในส่วนนั้นได้ แต่ปกติแล้วกุ้งจะมีระบบขับถ่ายสารพิษออกไปอยู่แล้ว และในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลวิจัยใด ๆ ที่ยืนยันได้ว่าในมันกุ้งเป็นแหล่งสะสมสารพิษ แต่อย่างไรก็ตามควรบริโภคกุ้งในปริมาณที่เหมาะสม เพราะกุ้งอุดมไปด้วยคอเลสเตอรอล ถ้าหากรับประทานมากจนเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูงได้ ⠀ สรุปแล้วคือแก้วกุ้งและมันกุ้งไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ซึ่งแก้วกุ้งคือรังไข่ของกุ้งที่เจริญเต็มที่แล้ว จะมีลักษณะเป็นก้อนแข็ง ส่วนมันกุ้งคือตับกุ้ง จะมีลักษณะสีแดงส้มเหมือนกับแก้วกุ้งแต่จะเหลวกว่านั่นเอง แล้วปกติทุกๆ คนชอบทานส่วนไหนของกุ้งกันบ้าง comment บอกกันได้ที่ใต้โพสต์เลยน้าา><

    เพิ่มเติม
  • ‼️ประกาศผลรางวัลกิจกรรม​ #Funnyapril2021 Retty จัดหนัก แจกของรางวัลกว่า 19,000 บาท🎉 ⠀ 💥รีวิวอย่างน้อยวันละ 1 โพสต์ จำนวน 5 วันขึ้นไป ผู้โชคดีที่ได้รับ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ECOVACS (40 วัตต์) รุ่น Deebot Ozmo 610 DD4G มูลค่า 16,500 บาท จำนวน 1 รางวัลล ได้แก่ 1.Mhewy Z Quippy ⠀ 💥รีวิวอย่างน้อยวันละ 1 โพสต์ จำนวน 3 วันขึ้นไป ผู้โชคดีที่ได้รับ Gift Voucher PAUL มูลค่า 500 บาท จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ 1. Pook EatAroi 2. Kwanchanok Eunbii 3. Punyanut Uamaturapoj ⠀ 💥รีวิวอย่างน้อยวันละ 1 โพสต์ จำนวน 1 วันขึ้นไป ผู้โชคดีที่ได้รับ Gift Voucher Lotus มูลค่า 100 บาท จำนวน 10 รางวัล ได้แก่ 1. chu nun 2. Kiat Kit 3. Veerapat Ma 4. Ing Adungsirithep 5. Nina Nakkaraj 6. MooKii Moong 7. Oxcine Junphungprakian 8. Chanokphat Phadungath 9. Cheunboon Uasathianphong 10. Narut Chuenrattanatrakul ⠀ ขอแสดงความยินดีกับผู้โชคดีทุกท่านด้วยนะคะ >< ⠀⠀⠀ ผู้โชคดีสามารถยืนยันสิทธิ์ได้ที่ Line : @rettythailand ได้เลยนะคะ ⠀⠀⠀ *หากไม่มายืนยันสิทธิ์ภายในวันที่ 06/05/2021 ถือว่าสละสิทธิ์น้าา ⠀⠀ ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมกิจกรรมค่าา แล้วเจอกันในกิจกรรมถัดไปน้า ><

    เพิ่มเติม
  • Retty Food Fact พริกไทย ทองคำสีดำแห่งชมพูทวีป วันนี้ Retty ขอพาทุกคนมาพบกับเรื่องราวการเดินทางของพริกไทย วัตถุดิบหลักที่ช่วยปรุงรสชาติอาหารให้เผ็ดร้อน และหอมหวน เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเครื่องเทศที่มีติดบ้านทั้งครัวไทยและครัวเทศ พบได้ง่ายตามโต๊ะอาหารต่าง ๆ ในปัจจุบัน แต่ในอดีตนั้นพริกไทยกลับมีมูลค่ามากจนหลายชาติต่างแข่งขันทางการค้าเพื่อครอบครองทองคำสีดำแห่งชมพูทวีปนี้กันเลยทีเดียว ⠀ สาเหตุที่พริกไทย ได้รับขนามนามว่าเป็นทองคำสีดำแห่งชมพูทวีปนั้น เป็นเพราะในอดีตพริกไทยเป็นพืชพื้นเมืองในแถบชมพูทวีป นั่นคืออินเดีย ซึ่งรวมไปถึงเอเชียตอนใต้ พบหลักฐานเมื่อ 22,000 ปีก่อนคริสตกาลว่าชนพื้นเมืองในท้องถิ่นนั้นได้ค้นพบพืชชนิดนี้ และเรียนรู้ที่จะนำรสเผ็ดร้อนมาใช้ปรุงรสอาหารในแถบประเทศอินเดีย ต่อมาเมื่อสังคมขยายเกิดติดต่อทำการค้ากันกับชาวอาหรับ ชาติที่สร้างเส้นทางการค้าโบราณอย่างเส้นทางสายไหม พริกไทยก็ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ทำให้เครื่องเทศชนิดนี้เริ่มแพร่หลายไปตามเส้นทางการค้าต่าง ๆ ของโลก ⠀ ชาวอาหรับได้นำพริกไทยรอนแรมตามเส้นทางการค้าไปยังอียิปต์ ทำการค้าขายพริกไทยที่นั่นโดยไม่ได้เปิดเผยที่มา เพื่อที่จะผูกขาดการค้าพริกไทยแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ในยุคนั้นพริกไทยมีมูลค่าสูงขึ้นมาก จนกลายเป็นเครื่องแสดงฐานะของชนชั้นสูงในขณะนั้น และพริกไทยยังเป็นเครื่องเทศหนึ่งที่ใช้ดับกลิ่นในกรรมวิธีการดองศพเพื่อทำมัมมี่ โดยมีหลักฐานสำคัญคือเม็ดพริกไทยในพระนาสิกของพระศพฟาโรห์รามเซสอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่ราคาพริกไทยในสมัยนั้นจะมีค่าพอกับทองคำ จนได้รับสมญาว่าเป็นทองคำสีดำ ⠀ ต่อมาการติดต่อค้าขายขยายตัวขึ้นอีกจนทำให้พริกไทยได้ข้ามน้ำข้ามทะเลเข้าไปสู่ทวีปยุโรป แต่เป็นการผูกขาดทางการค้าโดยชาวอาหรับ “เวนิส” ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในเมืองสำคัญในการค้าขายเครื่องเทศ โดยในปี ค.ศ. 1400 การค้าเครื่องเทศในเวนิสสูงถึง 500 ตัน โดยเป็นพริกไทยเกินกว่าครึ่ง ทำให้ในยุคนั้นเวนิสกลายเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุด ในสมัยนั้นผู้คนบางแห่งใช้พริกไทยแทนเงินตราแลกเปลี่ยน และอีกข้อมูลที่น่าสนใจคือชาวดัตช์เรียกพริกไทยว่า “เปเปอเดอร์ (Peperduur)” ซึ่งมีความหมายว่าพริกไทยที่มีราคาสูงอีกด้วย ⠀ แต่การค้าย่อมมีการพลิกผันเพราะการค้าแบบผูกขาดกระตุ้นให้ชาติยุโรปเริ่มแสวงหาเส้นทางที่จะเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบโดยตรง กระทั่งในปี ค.ศ. 1497 กัปตันวาสโก ดากามา ชาวโปรตุเกส ประสบความสำเร็จในการเดินทางค้นหาแหล่งเครื่องเทศ จนมาถึงอินเดียในปีต่อมา และนำเครื่องเทศกลับมายังโปรตุเกสได้ในปี ค.ศ. 1499 การค้นพบนี้ทำให้ชาวยุโรปคิดว่าการเข้าถึงเครื่องเทศโดยไม่ผ่านชาวอาหรับนั้นสามารถทำได้ และเริ่มเข้ายึดเมืองท่าต่าง ๆ ในแถบมหาสมุทรอินเดีย และทลายการค้าขายพริกไทย และเครื่องเทศแบบผูกขาดนับแต่นั้นมา ⠀ ในปัจจุบันพริกไทยก็ค่อย ๆ มีมูลค่าลดลงตามกาลเวลา จากการทลายกำแพงการผูกขาดทางการค้า และหลายชาติเริ่มนำไปเพาะปลูกในพื้นที่ต่าง ๆ ของโลกมากขึ้น สำหรับในไทยพริกไทยก็เป็นพืชพื้นเมืองชนิดหนึ่งเช่นกัน โดยแหล่งเพาะปลูกพริกไทยขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี และแต่เดิมคนไทยเรียกพริกไทยว่า “พริก“ และใช้พริกไทยเป็นเครื่องเทศหลักในการประกอบอาหาร และปรุงรสเผ็ดร้อนให้กับอาหารต่าง ๆ จนต่อมาชาวโปรตุเกสได้นำพริกที่มีลักษณะคล้ายพริกขี้หนูที่ได้มาจากทวีปอเมริกาเข้ามาในสมัยอยุธยาตอนปลายราวปี ค.ศ.1750 ทำให้คนในยุคนั้นเปลี่ยนมาเรียกเป็น “พริกไทย” แทน และใช้พริกขี้หนูนั้นปรุงรสเผ็ดแทนพริกไทยนับแต่นั้นมา ⠀ และนี่คือเรื่องราวของพริกไทย จากพืชพื้นเมืองที่โลดแล่นไปสู่การเป็นเครื่องเทศอันล้ำค่าในหน้าหนึ่งของในประวัติศาสตร์โลก ในสมญานามทองคำสีดำแห่งชมพูทวีป ในโอกาสหน้า Retty Food Fact จะพาทุกคนไปหาความจริงเกี่ยวกับอาหารในเรื่องอะไร ก็อย่าลืมติดตามกันน้า ⠀ ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก https://bit.ly/3tG5GC9 https://bit.ly/3ggeVVD https://bit.ly/3ak9O2J https://bit.ly/32lVRNs https://bit.ly/32pUj5a https://bit.ly/3gkDNeY

    เพิ่มเติม
  • #แจกหนัก #ยิ่งโพสต์หลายวันยิ่งลุ้นรางวัลใหญ่‼️ Retty จัดหนัก แจกของรางวัลกว่า 19,000 บาท🎉 กับกิจกรรม #Funnyapril2021 🥳✨ ⠀ 💥รีวิวอย่างน้อยวันละ 1 โพสต์ จำนวน 5 วันขึ้นไป ลุ้นรับ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ECOVACS (40 วัตต์) รุ่น Deebot Ozmo 610 DD4G มูลค่า 16,500 บาท จำนวน 1 รางวัล ⠀ 💥รีวิวอย่างน้อยวันละ 1 โพสต์ จำนวน 3 วันขึ้นไป ลุ้นรับ Gift Voucher PAUL มูลค่า 500 บาท จำนวน 3 รางวัล ⠀ 💥รีวิวอย่างน้อยวันละ 1 โพสต์ จำนวน 1 วันขึ้นไป ลุ้นรับ Gift Voucher Lotus มูลค่า 100 บาท จำนวน 10 รางวัล ⠀ 📍กติกาง่ายๆ เพียง 1.ดาวน์โหลด Retty App ฟรีทั้ง iOS เเละ Android 2.โพสต์รีวิวอาหารร้านโปรดของคุณ ในแอป Retty พร้อมใส่รูปภาพเเละเขียนบรรยายขั้นต่ำ 3 บรรทัด อย่างน้อยวันละ 1 โพสต์ 3. อย่าลืมใส่แฮชแท็ก #Funnyapril2021 ด้วยน้าา ⠀ ยิ่งโพสต์หลายวัน ยิ่งมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่มากขึ้น‼️ และหากท่านใดที่โพสต์ 5 วันขึ้นไป เราจะเริ่มสุ่มให้ตั้งแต่รางวัลแรกจนถึงรางวัลสุดท้าย ⠀ **ขอสงวนสิทธิ์เฉพาะโพสต์ที่รีวิวร้านอาหารเท่านั้น ไม่นับรวมอาหารในร้านสะดวกซื้อและร้านที่เป็นแฟรนไชส์ รวมไปถึงอาหารทำเองก็เช่นกันน้าา ⠀ 📍สามารถร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่ 15 - 28 เมษายน 64 นี้เท่านั้น‼️ 🎉ประกาศรายชื่อผู้โชคดี วันที่ 29 เมษายน 64 ⠀ ✨อย่าลืมทำตามกติกาให้ครบถ้วน แล้วมาร่วมลุ้นรับของรางวัลไปพร้อมกันน้าา✨

    เพิ่มเติม
  • สวัสดีปีใหม่ไทย 2564 🧡 ⠀ สงกรานต์ปีนี้ Retty ขอให้ทุกคนสุขภาพแข็งแรง มีความสุขตลอดทั้งปี ได้ทานแต่ของอร่อย ได้ตามรอยในลิสต์ที่อยากทานครบ แล้วอย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยน้าา😊

    เพิ่มเติม
  • Retty Open mind ลองเปิดใจอะไรก็อร่อย “มะระ ขมหน่อย แต่อร่อยได้นะ” หากพูดถึง “มะระ” หลาย ๆ คนคงนึกถึงรสชาติสุดขมขยาดลิ้น จนเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่อยากทานอาหารที่มีมะระผสมอยู่ไปเสียดื้อ ๆ แต่จะดีกว่าไหม ถ้าวันนี้ Retty จะขอพาทุกคนไปเปิดความคิด เปิดมุมมองใหม่ และลองเปิดใจให้กับผักชนิดนี้ บางทีอาจทำให้เผลอใจไปกับเมนูมะระเลยก็เป็นได้ แต่ก่อนที่จะไปลองลิ้มชิมมะระนั้น Retty ขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเจ้ามะระกันเสียก่อน ⠀ มะระ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Momordica charantia Linn. เป็นไม้เถา ใบเป็นใบเดี่ยว กว้างยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ใบและลำต้นมีขนสากอยู่ทั่วไป ดอกสีเหลือง ผลมีรสขม ในปัจจุบันนิยมทานกันอยู่ 2 ชนิด คือ มะระขี้นก และมะระจีน ลักษณะผลของมะระขี้นกเป็นผลเล็ก ๆ สั้นป้อม หัวและท้ายแหลม ยาว 2-3 นิ้ว ผิวขรุขระ สีเขียวแก่ ส่วนมะระจีนมีผลยาวใหญ่ สีขาวอมเขียว ผิวขรุขระ มีร่องใหญ่ ยาว 4-9 นิ้ว และช่วงลำต้นมีขนเยอะกว่ามะระขี้นก ⠀ ความขมในมะระเกิดจากสารเคมีชนิดหนึ่งชื่อ Momodicine สารชนิดนี้มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นความรู้สึกอยากอาหาร ขณะเดียวกันยังช่วยให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งรสขมในมะระยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ นอกจากนี้มะระยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น แคลเซียม ช่วยเสริมสร้างการทำงานของกระดูกและฟัน ช่วยให้เลือดแข็งตัว มีฟอสฟอรัสทำงานสัมพันธ์กับแคลเซียมในการบำรุงกระดูกและฟัน บำรุงสมอง กล้ามเนื้อ มีวิตามินซีที่ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส อีกทั้งยังมีเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูง ช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกัน และปกป้องเซลล์จากการทำลายของสารก่อมะเร็งอีกด้วย ⠀ แม้มะระจะขม แต่ก็อุดมด้วยคุณประโยชน์มากมาย เมื่อรู้แบบนี้แล้ว หลายคนคงอยากกลับมาลองทานมะระอีกครั้ง แต่อาจยังกังวลใจกับรสขมอยู่ ไม่ต้องกังวลไป วันนี้ ​Retty มี 6 เทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยลดความขมของมะระลง รับรองได้ว่าทำตามแล้วทานง่าย อร่อยขึ้นได้แน่นอน ⠀ วิธีที่ 1. เลือกผลที่ไม่อ่อนหรือแก่จนมากเกินไป ควรเลือกลูกอวบๆ ผิวออกสีเขียวอ่อน ไม่ขาวไม่เหลืองเกินไป ริ้วใหญ่และห่าง จับดูแล้วเนื้อต้องแข็ง ถ้าริ้วเล็ก ผิวเขียวจัด ยังอ่อน รสชาติจะไม่อร่อยเท่าที่ควร แต่ถ้าเริ่มออกสีเหลืองส้ม เนื้อเริ่มนิ่ม คือมะระเริ่มแก่แล้ว จะมีรสขมมาก ⠀ วิธีที่ 2. ขูดไส้และเมล็ดออกให้หมด ผ่าหรือหั่นตามลักษณะความต้องการของเมนูนั้นๆ โดยต้องขูดไส้และเม็ดออกให้หมด เพื่อลดความขม ⠀ วิธีที่ 3. คลุกหรือแช่เกลือ เกลือจะช่วยลดความขมของมะระให้น้อยลง เพียงนำเกลือประมาณ 3 – 4 ช้อนโต๊ะ ต่อมะระหนึ่งลูก นำมาคลุกหรือขยำแล้วแช่ไว้ 30 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ⠀ วิธีที่ 4. ลวกด้วยน้ำเกลือ เหมาะสำหรับเมนูผัด เริ่มจากต้มน้ำให้เดือด ใส่เกลือลงไป นำมะระที่ซอยแล้วลงไปลวก พอเริ่มออกสีเขียวเข้ม รีบตักขึ้นล้างในน้ำเย็น จะช่วยให้มะระจะกรอบอร่อยและมีสีสวยยิ่งขึ้น ⠀ วิธีที่ 5. ต้มน้ำหลาย ๆ ครั้ง นำมะระต้มในน้ำเดือด และเปลี่ยนน้ำหลาย ๆ ครั้ง โดยยิ่งเปลี่ยนน้ำ ความขมจะยิ่งลดน้อยลงไป เนื้อมะระจะนุ่มเหมาะสำหรับต้มหรือตุ๋น ⠀ วิธีที่ 6. ต้มโดยไม่ปิดฝาหม้อ เหมาะกับผู้ที่ชอบรสขมเล็กน้อย ต้มด้วยไฟอ่อนโดยไม่ต้องปิดฝาหม้อนะคะ จะทำให้มะระนุ่ม เหลือรสขมเพียงเล็กน้อย จากเทคนิคลดความขม และคุณประโยชน์ต่าง ๆ ที่เราแนะนำไป Retty หวังว่าหลาย ๆ คนจะเปิดใจรับมะระเข้าไปเติมรสสัมผัสใหม่ในมื้ออาหาร และเติมความสุขในทุกจานที่ทานกัน ในครั้งหน้า Retty จะพาไปเปิดใจกับอาหารอะไรก็อย่าลืมติดตามกันได้นะคะ ⠀ ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://www.oonorganic.com/Article/Detail/69 https://www.maggi.co.th/kitchen-tips/tips-for-bitter-gourd https://www.haijai.com/4156/ https://www.winnews.tv/news/21074

    เพิ่มเติม
  • Retty Food Fact รู้หรือไม่ ทำไมก้างปลากระป๋องถึงนิ่ม? ⠀ ทุกคนเคยสงสัยกันมั้ยคะว่าเจ้าปลากระป๋องที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวันนี้ ทำไมก้างถึงนิ่มจนทานได้ เขาใส่สารเคมีลงไปในกระป๋องเพื่อให้ก้างนิ่มหรือเปล่า? วันนี้ Retty จะพาทุกคนมาไขข้อสงสัยไปพร้อมๆ กันค่าา ⠀ ปลากระป๋องเป็นการแปรรูปอาหารสดเพื่อยืดอายุอาหารและรักษารสชาติและคุณค่าทางโภชนาการไว้ ซึ่งปลากระป๋องที่เราทานกันอยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นปลาซาร์ดีนและปลาแมคเคอเรล และก่อนจะมาเป็นปลากระป๋องพร้อมทานนั้น จะต้องผ่านกรบวนการต่างๆ ทั้งการคัดเลือกปลา ทำความสะอาดด้วยการขอดเกล็ด ควักไส้ ตัดส่วนหัวและห่างออก นำไปล้างทำความสะอาดแล้วบรรจุใส่กระป๋อง จากนั้นจะนำปลาไปนึ่งด้วยไอน้ำ เติมเครื่องปรุงและซอสต่างๆ แล้วต่อด้วยการไล่อากาศด้วยไอนํ้าอีกครั้ง หลังจากการควบแน่นจะเกิดสภาพสูญญากาศภายในกระป๋อง หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการผลิตปลากระป๋อง นั่นก็คือการฆ่าเชื้อ โดยในขั้นตอนนี้กระป๋องจะถูกนำไปนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อในสภาวะความดันสูงที่อุณหภูมิประมาณ 118 - 122 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 60 - 70 นาที แล้วแต่ชนิดและขนาดของปลากระป๋อง จากนั้นกระป๋องก็จะถูกทำให้เย็นลงทันที ที่อุณหภูมิ 40 - 50 องศาเซลเซียส ⠀ ซึ่งขั้นตอนการผ่านความร้อนในสภาวะความดันนี้นั่นเองที่ทำให้ก้างนิ่มจนหลายคนแอบคิดว่าผู้ผลิตเค้าใส่สารอะไรทำให้ก้างปลานิ่มหรือไม่ แต่ที่จริงแล้วเกิดจากการที่ก้างปลามีคอลลาเจนที่เป็นโปรตีนธรรมชาติ และเมื่อผ่านความร้อนเป็นเวลานานๆ โปรตีนจะเสียสภาวะกลายเป็นเจลาติน ก้างปลาก็เลยนิ่ม ซึ่งไม่เกี่ยวกับการใช้สารเคมีที่มีอันตรายแต่อย่างใด ⠀ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ หายสงสัยกันแล้วใช่ไหมเอ่ย คราวนี้เราก็สามารถทานก้างปลากระป๋องกันได้อย่างไร้กังวัลเรื่องสารเคมีได้เลย แล้วปกติทุกๆ คนชอบทานก้างปลากระป๋องกันไหมคะ ใครชอบหรือไม่ชอบมา comment แชร์กันได้ที่ใต้โพสต์เลยน้าา>< ⠀ ขอขอบคุณที่มาจาก https://bit.ly/3rWXXxT https://bit.ly/3sQhCRh

    เพิ่มเติม
  • ‼️ประกาศผลแล้วจ้าา กับกิจกรรม #มีนาแจกหนัก แจกกระเป๋าพรีเมียมและหมอนผ้าห่มสุดลิมิเต็ด🎉 จาก Retty แบบไม่อั้น🤩⠀ ⠀ ผู้โชคดีที่ได้รับกระเป๋าพรีเมียมจาก Retty ได้แก่ ⠀ 1. Sakol Rang Lertu-utai 2 .Watcharaporn Yookong 3. Rungnapa Khuakaiphuak 4. Chalermkwan Yodthong 5. Kongdech Meedech 6. Sitthipong Chansengarun 7. Sirin Sutayawong 8. ImIm Kunagad 9. Cheunboon Uasathianphong 10. Wipawun Chareonsuk 11. JI Tar Tar 12. Nina Nakkaraj 13. Fon Suwattananun 14. Chanokphat Phadungath 15. Achaya Israngkura 16. ปู บ้านรถแลนด์ 17. Ploy Sasiwan 18. Amon Amon Oat 19. Veerapat Ma 20. Pui Puii 21. Tossaporn Singhakritpisal 22. Ae Mas Ngenmanee 23. Tanapat Jongpaiboonpatana 24. Panjapon Khamsajja 25. Atapon Prapan 26. Patpong Navicharern 27. Awatsada Thamvichitkun 28. Nui’s Friday Phaithong 29. Nicha Surakit 30. Jiravadee Tazzjang 31. คู่กิ๊กพริก กะเกลือ 32. Sarasin Duangsuda 33. Chachapeach Ditsakul 34. Kanokporn Sornphet 35. Nay Oncloudnine 36. Zupportc Narkburt 37. Nun Nuni 38. Chaninath Sengsote 39. Raynuka Chanoknoi 40. Nopphassorn Somboon 41. เนย เอ้ย 42. Wannipa Kae 43. Chanoknan Sengsote 44. Worranan Sriphan 45. Siraphat Khun 46. Patchanon Pinn 47. Phunnatat Chaiyarat 48. Aya Kit 49. Thanyathorn Art Dhaninwattanathorn 50. ธันย์สิตา ธนากุลชัยวัฒน์ 51. จิระวงศ์อร่าม จิตรลดา 52. Sirinya Khunchotiphong 53. Chutimon Singpong 54. Pook EatAroi 55. Yasintara Jiwyongcharoen 56. Buay Nontaporn So 57. Nooknick Naja 58. Kwanchanok Eunbii 59. แม่น้อง ไอคิว 60. อานนท์ ปิ่นสุภา 61. Kenew Wenek 62. Natchar Ongjeeds Mahannop 63. Maythasit Torpakchayanan 64. Sujittra Ch 65. Luk Ball Kung 66. Fern Maskhow 67. Sudarath Poonlarppanich 68. Pookiez Rujiz 69. Kade Chekie 70. Nichada Srisawang 71. Kiat Kit 72. Hatairat Pum Thangvaravut 73. Wudthipan Napapong 74. MonMon Thitirat 75. Bo Jarupat 76. Onuma Chaisumrej 77. Jiabao Limbananuwat 78. Kru Aom Pra 79. จิราภรณ์ ศรีสุข 80. ต้อ คลองเตย 81. Asuda Suda 82. โชคดี จริง 83. Fairzaa Narookawa Jin 84. ตัวต่อ เลโก้ 85. Jenny Michiko 86. MrStew Lui Roj 87. Thasanee Watcharasripaisan 88. Pingping Thunjira 89. Kamonchanok Phaopraphat 90. Worarat Chanthanayingyong 91. Narudom Lertsomnawin 92. Pantira Mackaman 93. ชวันต์ มณีธีระพัฒนกุล 94. Numnim Ooh 95. Patumma Dejphanomporn 96. Jira Pa Dag 97. Oil Chuda 98. Ratcha Vipa Vadee 99. Ning Sawetsuwan 100. พิทักษ์ โอฬารตรีรัตน์ 101. Kaewjai Khumvilaisak 102. Peeraya Thitisaksakul 103. Nakkarin Kongngam 104. Panitta Prasertsong 105. Nid L. 106. Nana Larabai 107. Nichapa Pookpik 108. ได้หมด จะสดชื่น 109. Sirichai Thananunthakit 110. Up Lee 111. Looktanz Rx 112. Danai Suphaluxana 113. ทิพากร บุญอ่ำ 114. Kritsichon Karnchanavisit 115. Bambi Buta 116. Ama Wu 117. Pattharanid Nubua Wongsupaluk 118. โรจนา โรจนา 119. Prajuk Sayduangtib 120. Tangmo Melon Sally 121. ติ๊ก ติ๊ก 122. Ooh Janniwet 123. Tooktawate Charoenkit 124. Suki Yeepoon 125. Pek Kool 126. Paikuku Lele 127. Ruangrot Jirarooungsathain 128. Nuttanun Noyvijit 129. Thanika Nice 130. ปารวี เดิงขุนทด 131. Sarawut Mattavathi 132. Arthima Sornthai 133. Sizzila S. Sirorat 134. Chuii Chuii 135. Ploynutcha Vorapatjiranon 136. Kim Thareeboonchai 137. Bearcode Teddybear 138. Tassaneeya Akkhasingha 139. Janette Techa 140. Manita Chanawiwat 141. Naruemon Phabut 142. Praintip Immy Lee 143. Rata Suksamosorn 144. ภาคภูมิ สุวรรณเตมีย์ 145. Waritha Sankasem 146. Jinnapat Suttijintatip 147. Bumbim Boom Boom 148. Charlimook Kanlayanasiri 149. Nooknick Wimonkarn 150. Thanawut Jayanama 151. Chutikorn Poolsup 152. กิตติศักดิ์ ลิมปนานุวัฒน์ 153. Si Giriya 154. Boo Suchada 155. Charmy Kie 156. Peerat Rukphanich 157. Ake Preechaya 158. Jiranan Choonhamate 159. Ngee Supajit 160. Sand Thamamongood 161. Naruemol Jaipuepa 162. Moo Napp 163. Mam Ratchanee 164. Roongroj Malasai 165. Kae Rattana Sen 166. ศิริทิพย์ งามศิริพร 167. Kosit Rockman 168. Kunut Suksamarnvong 169. Nattapoom Kaewdunrong 170. Saravut Chungsawanan 171. Katikar Darin 172. M’mo Arinrada 173. Oxcine Junphungprakian 174. เฮียหมีโหด กระโดดกัดหู 175. Mam Sujaree 176. Chakkraphong Phatthanaphatcharasin 177. Mumu Jung Piyawan 178. Panzazaa Variety 179. Suwimon Srisakul 180. Songwit Assawamateerungrot 181. Toungporn Ravirote 182. Winnie Riansiriwan 183. Treesin Suksod 184. Wonder Patchy 185. Jirawat Deemuenwai 186. อำพันธ์ ติปบานนท์ 187. Nulek Lek J 188. Pechrada Pechkong 189. Dhanus Samsen 190. Junya Plus 191. หนึ่งหทัย แก้วขวัญศรี 192. Nana Larabai ⠀ ขอแสดงความยินดีกับผู้โชคดีทุกท่านด้วยนะคะ >< ⠀ 📍 ผู้โชคดีสามารถแจ้งลำดับผู้โชคดีพร้อมชื่อที่อยู่ในการจัดส่งเพื่อยืนยันสิทธิ์ได้ที่ Line : @rettythailand ได้เลยค่ะ ⠀ *หากไม่มายืนยันสิทธิ์ภายในวันที่ 29/03/2021 ถือว่าสละสิทธิ์น้าา ⠀ ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมกิจกรรมค่าา แล้วเจอกันในกิจกรรมถัดไปน้า ><

    เพิ่มเติม
  • Retty Food Fact ความต่างระหว่าง ออดิบ กับ โหรา เลือกให้ถูก ต้นไหนกินได้ต้นไหนห้ามกิน! ⠀ เนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้ มีผู้ที่ทานแกงส้มออดิบแล้วเกิดอาการแสบร้อนในปาก เพราะแท้จริงแล้วที่ทานไปนั้น ไม่ใช่ “ออดิบ” แต่เป็น “โหรา” วันนี้ Retty จึงจะมาบอกข้อสังเกตและความแตกต่างของออดิบกับโหรา ว่าแบบไหนทานได้แบบไหนห้ามทาน แล้วทั้งสองต้นมีลักษณะต่างกันอย่างไรบ้าง ⠀ ออดิบ และ โหรา ต่างเป็นพืชตระกูลบอนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมากจนเกิดความเข้าใจผิดกันบ่อยครั้ง ซึ่งต้นที่สามารถทานได้คือ “ออดิบ” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Colocasia gigantea Hook.f และยังสมารถเรียกตามภาษาถิ่นต่างๆ ได้ทั้ง ออกดิบ โชน กระดาดขาว คูน หรือตูน และข้อสังเกตง่ายๆ ของออดิบคือ ใบจะมีขนาดเล็กสีเขียวอ่อนและบาง รูปร่างคล้ายลูกศร ก้านใบสีขาวนวลห่างริมขอบใบ ลำต้นสีเขียวอ่อน มีแป้งเคลือบ ⠀ โหรา เป็นชนิดที่ทานไม่ได้ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Alocasia macrorhiza Schott เรียกตามภาษาถิ่นต่างๆ ได้ทั้ง เอาะลาย บึมปื้อ กระดาดดำ และข้อสังเกตง่ายๆ ของโหราคือ ใบจะมีขนาดใหญ่สีเขียวเข้มและหนา รูปร่างคล้ายตาลปัตร ก้านใบติดขอบใบและมีสีเขียวเข้ม ลำต้นมีสีเขียวเข้ม หากมีลักษณะดังนี้ห้ามนำมารับประทานเด็ดขาดเพราะเจ้านี่คือโหรา ที่มีสารพิษชื่อว่า Calcium Oxalate ซึ่งเป็นผลึกรูปเข็ม ไม่ละลายน้ำ พบมากที่ในน้ำยางสีใสบริเวณลำต้น และใบ ⠀ หากรับประทานโหราเข้าไป จะทำให้เกิดการระคายเคืองทั้งในปากและลำคอ คันปาก คันคอ แสบร้อน หรือทำให้ทางเดินอาหารอักเสบ อาการอาจรุนแรงจนกระทั่งกลืนอาหารไม่ได้ พูดลำบาก ไม่มีเสียง และอาจทำให้หายใจลำบากได้ด้วย ⠀ รู้แบบนี้แล้วหากจะนำออดิบมาเป็นวัตถุดิบเมนูต่างๆ ก็อย่าลืมสังเกตลักษณะของต้นกันด้วยนะว่าเป็นออดิบหรือโหรากันแน่ หรือหากจะทานเมนูที่ใส่ออดิบที่เราไม่ได้ทำทานเอง อาจจะต้องลองทานเพียงคำเล็กๆ แล้วรอดูอาการสักพัก หากไม่มีอาการปกติ ก็สามารถรับประทานต่อได้ แต่ถ้าหากมีอาการผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์ในทันที ⠀ ขอขอบคุณที่มาจาก https://bit.ly/3vMkosA https://bit.ly/2QtrL87 https://bit.ly/3cSA30S

    เพิ่มเติม
  • #ได้ทุกคนไม่ต้องลุ้น* #โพสต์เดียวรับเลย Retty จัดหนักแจกไม่อั้น แค่ 3 วันนี้เท่านั้น‼️ ไม่โพสต์ไม่ได้แล้ววว😍 #มีนาแจกหนัก ⠀ 💥แจกไม่จำกัดจำนวน เพียงแค่โพสต์ก็รับไปเลย 200 คนแรกรับกระเป๋าพรีเมียมจาก Retty🤩 ตั้งแต่คนที่ 201 เป็นต้นไปรับหมอนผ้าห่มสุดลิมิเต็ด🎉 แบบไม่อั้น! (สวงนสิทธิ์ 1 Account ต่อ 1 รางวัล) ⠀ 📍กติกาง่ายๆ เพียง 1.ดาวน์โหลด Retty App ฟรีทั้ง iOS เเละ Android 2.โพสต์รีวิวอาหารร้านโปรดของคุณ ในแอป Retty พร้อมใส่รูปภาพเเละเขียนบรรยายขั้นต่ำ 3 บรรทัด 3. อย่าลืมใส่แฮชแท็ก #มีนาแจกหนัก ด้วยน้าา ⠀ *ขอสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ที่ทำถูกกติกาและโพสต์ที่รีวิวร้านอาหารเท่านั้น ไม่นับรวมอาหารในร้านสะดวกซื้อและร้านที่เป็นแฟรนไชส์ รวมไปถึงอาหารทำเองก็เช่นกันน้าา **การตัดสินของทีมงาน Retty ถือเป็นที่สิ้นสุด ⠀ 📍สามารถร่วมสนุกได้ตั้งแต่ตอนนี้ - เที่ยงคืนของวันที่ 21 มีนาคม 64 เท่านั้น‼️ 🎉ประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันถัดไป ⠀ ✨อย่าลืมทำตามกติกาให้ครบถ้วน แล้วมารับของรางวัลกันน้าา✨

    เพิ่มเติม
  • Retty Food Fact แช่อิ่มกับดองแตกต่างกันอย่างไร? ⠀ ในปัจจุบันมีวิธีการถนอมอาหารหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการแช่อิ่มและการดอง ซึ่งทั้งสองกรรมวิธีนี้ดูคล้ายคลึงกันมาก จนทำให้หลายคนเกิดความสับสน วันนี้ Retty จึงขออาสาพาทุกๆ คนมาดูว่า “การแช่อิ่มกับการดองแตกต่างกันอย่างไร?” ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยยย ⠀ การแช่อิ่ม เป็นการถนอมอาหารด้วยน้ำตาลและนิยมทำกับผลไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยวทั้งหลาย เช่น มะม่วง มะดัน มะยม และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งวิธีการทำจะนำผลไม้ไปแช่ทิ้งไว้ในน้ำเชื่อม แล้วน้ำตาลจะช่วยจัดการกับจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสียนั้นไม่สามารถเจริญเติบโต้ได้ และช่วยดึงน้ำในผลไม้ออกมา หลังจากนั้นน้ำจะถูกแทนที่ด้วยน้ำตาลแล้วซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อผลไม้จนอิ่มตัว ทำให้ได้ผลไม้รสชาติหวานอมเปรี้ยว รวมถึงหวานแบบไม่เหลือรสเปรี้ยว เพราะความหวานจะเข้าไปผสมกับความเปรี้ยว จึงทำให้เกิดรสชาติใหม่ ที่อร่อยไปอีกแบบ ⠀ การดอง เป็นวิธีการถนอมอาหารที่สามารแบ่งออกได้อีกหลายวิธี เช่น การดองด้วยเกลือ การดองน้ำส้มสายชู การดองหวาน ซึ่งจะคล้ายกับการแช่อิ่ม แต่ต่างกันที่การดองจะใช้น้ำเกลือ น้ำส้มสายชูเป็นหลัก และใช้น้ำตาลเพียงเล็กน้อย และการดองสามารถทำได้กับทั้งผลไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยว ผัก และสัตว์บางชนิด เช่น มะม่วง มะดัน ผักกาด กระเทียม หอย ปู และอื่นๆ ซึ่งการดองอาหารชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช่ผลไม้รสเปรี้ยวนั้นจะต้องเติมเชื้อจุลินทรีย์ลงไปด้วย แต่ถ้าเป็นผลไม้เปรี้ยวไม่จำเป็นต้องใช้เชื้อจุลินทรีย์ เพราะจะใช้ความเค็มจัดบวกกับความเปรี้ยวที่มีอยู่โดยกรดที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้สีผลไม้ซีดลง และเกิดรสชาติเฉพาะตัว แถมยังมีกลิ่นหอมพิเศษขึ้น ⠀ สรุป : การแช่อิ่มนั้นเป็นการถนอมอาหารด้วยน้ำตาลและนิยมทำกับผลไม้รสเปรี้ยวนานาชนิด ต่างกับการดองที่เป็นการถนอมอาหารหลากหลายวิธี และจะใช้น้ำเกลือ น้ำส้มสายชูเป็นหลัก แต่จะใช้น้ำตาลเพียงเล็กน้อย และการดองสามารถทำได้กับทั้งผลไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยว ผัก และสัตว์บางชนิดนั่นเอง ⠀ ขอขอบคุณที่มาจาก http://bit.ly/3ezi3ed http://bit.ly/3bG0vLQ https://bit.ly/3tdaHBi

    เพิ่มเติม
  • Retty Food Fact ทำไมถึงหิวน้ำเมื่อทานผงชูรส? ⠀ ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผงชูรสถูกใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในครัวเรือนและตามร้านอาหารเพราะผงชูรสถูกขนานนามว่าเป็นผงนัวที่ช่วยเพิ่มรสชาติอูมามิ แต่เคยมีใครสงสัยไหมคะ ว่าทำไมเมื่อทานอาหารที่มีผงชูรสเราถึงต้องหิวน้ำ? วันนี้ Retty จะพาทุกคนมาไขข้อสงสัยไปพร้อมกันนน ⠀ ผงชูรส หรือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (Monosodium Glutamate) มีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาวไม่มีกลิ่น ใช้ปรุงแต่งหรือเพิ่มรสชาติอาหาร ทำให้อาหารมีรสชาติดีขึ้น เพราะเมื่อโมโนโซเดียมกลูตาเมตละลายน้ำ จะแตกตัวเป็นโซเดียมและกลูตาเมตอิสระที่มีสมบัติในการทำให้รสชาติอาหารเด่นชัดมากขึ้น โดยรสชาติที่หมายถึงนั้นก็คือ 4 รสชาติที่เรารู้จักกันดีไม่ว่าจะเป็น เปรี้ยว หวาน เค็ม และขม ซึ่งในทางเภสัชพบว่าผงชูรสสามารถกระตุ้น Glutamate Receptor ที่ทำให้เกิดรสชาติเฉพาะตัวที่เรียกว่ารสอูมามิ (Umami) นั่นเอง ⠀ และหากพูดถึงอาการคอแห้ง หิวน้ำ รู้สึกอยากกินน้ำบ่อยกว่าปกตินั้น เกิดมาจากผลพวงของการที่ร่างกายได้รับสาร Monosodium Glutamate ซึ่งถือเป็น Sodium ประเภทหนึ่งเข้าไปในร่างกายเป็นจำนวนมาก จนทำให้เลือดมีความเข้มข้นมากกว่าปกติ ร่างกายจึงต้องการน้ำเข้าไปในหลอดเลือดมากขึ้นเพื่อที่จะรักษาระดับความเข้มข้นของเลือดให้อยู่ในระดับที่ปกติ และยังส่งผลให้ไตต้องทำงานหนักเพื่อพยายามขับโซเดียมและน้ำส่วนเกินออก จนก่อเกิดความดันสูงโลหิตสูงได้อีกด้วย ⠀ หากรู้ถึงสาเหตุของอาการหิวน้ำและผลข้างเคียงต่างๆ จากผงชูรสแล้วนั้น ก็อย่าลืมเลือกทานอาหารที่มีผงชูรสอย่างพอเหมาะ เพื่อสุขภาพที่ดีของเรากันด้วยนะคะ>< ⠀ ขอขอบคุณที่มาจาก http://bit.ly/3sAKyfr http://bit.ly/3q1OO5W

    เพิ่มเติม
  • #แอปที่สายกินต้องมี 💞 #OngjeedsDish

    เพิ่มเติม
  • #แจกทั่วไทย #แจกหมอนผ้าห่ม #โพสต์เดียวลุ้นเลย Retty แจก 77 จังหวัดทั่วไทย รวม 385 รางวัล‼️ เพียงแค่โพสต์รีวิวร้านโปรด ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับ หมอนผ้าห่มสุดลิมิเต็ดจาก Retty ไปเลยย🎉 ⠀ ฟรี🔥หมอนผ้าห่มสุดพิเศษจาก Retty จังหวัดละ 5 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท🤩 อยากได้รีบโพสต์เลย😍ยิ่งโพสต์มากยิ่งมีสิทธิ์มาก! ⠀ 📍กติกาง่ายๆ เพียง 1.ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Retty ฟรีทั้ง iOS เเละ Android 2.โพสต์รีวิวอาหารร้านโปรดของคุณ อย่างน้อย 1 ร้านในแอป Retty พร้อมใส่รูปภาพเเละเขียนบรรยายขั้นต่ำ 3 บรรทัด 3.อย่าลืมใส่ # (แฮชแท็ก) คำว่า Retty แล้วต่อด้วยชื่อจังหวัดของตนเองลงในโพสต์ด้วยนะ เช่น #Rettyกรุงเทพ #Rettyเชียงใหม่ #Rettyจันทบุรี #Rettyอุดรธานี #Rettyสุราษฎร์ธานี ⠀ *ขอสงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ที่ทำถูกกติกาและโพสต์ที่รีวิวร้านอาหารเท่านั้น ไม่นับรวมอาหารในร้านสะดวกซื้อและร้านที่เป็นแฟรนไชส์ รวมไปถึงอาหารทำเองก็เช่นกันน้าา **การตัดสินของทีมงาน Retty ถือเป็นที่สิ้นสุด ⠀ 📍สามารถร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้ - 28 ก.พ.64 นี้เท่านั้น‼️ 🎉ประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันถัดไป ⠀ ✨อย่าลืมทำตามกติกาให้ครบถ้วน แล้วมาร่วมลุ้นรับของรางวัลไปพร้อมกันน้าา✨ ⠀ ติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ Line Official : @rettythailand (มี @ ด้วยน้า )

    เพิ่มเติม